คลังเอาจริงรื้อภาษีบีโอไอ
โดย กอง บก.ฐานเศรษฐกิจ
วันอาทิตย์ที่ 17 กรกฏาคม 2011 เวลา 11:05 น.
คลังเดินเครื่องปรับโครงสร้างภาษีทั้งระบบ เตรียมยกเลิกการยกเว้นภาษีนิติบุคลที่ให้แก่บริษัทที่ได้รับการส่งเสริมจากบีโอไอ เหลือแค่อุตสาหกรรมเฉพาะและกลุ่มไทยได้ประโยชน์ด้านเทคโนโลยี หวังขยายเนื้อภาษีชดเชยลดภาษีนิติบุคคล 30% เป็น 23% ในปี 55 และ ปี 56 เหลือ 20% เท่าเทียมกัน ดันสรรพากรหาวิธีเก็บคนเลี่ยงจ่ายภาษีเข้าระบบเพิ่มอีกทาง แทนขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม พร้อมนำร่องพื้นที่เดียวกับขึ้นค่าแรง 300 บาท "กรุงเทพฯ ปริมณฑล พัทยา ภูเก็ต"
แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กรณี ลดภาษี นิติบุคคล จากปัจจุบันอยู่ที่ 30% ให้เหลือ 23% ในปี 2555 และปี 2556 เหลือ 20% เช่นเดียวกับฐานภาษีของประเทศมาเลเซียและสิงคโปร์ ยอมรับว่าจะกระทบต่องบประมาณแน่นอน ดังนั้น จึงเป็นที่ต้องรื้อโครงสร้างภาษีใหม่ทั้งระบบ
โดยที่การลดภาษีนิติบุคคลครั้งนี้ จะลดสิทธิทางภาษีของกลุ่มบีโอไอควบคู่ไปได้ด้วย ล่าสุด ได้มีการหารือแผนการเก็บภาษีของกลุ่มบีโอไอ หลังจากนี้จะยกเว้นภาษี เฉพาะอุตสาหกรรมเฉพาะกลุ่ม (Niche) และกลุ่มที่ไทยได้ประโยชน์ด้านเทคโนโลยีเท่านั้น ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นบริษัทคนไทยหรือต่างชาติที่เข้ามาลงทุนของบีโอไอ จะต้องเสียภาษีที่ฐานเท่ากันคือ 20%
จากปัจจุบันบริษัทไทย เสียภาษีบีโอไอที่ 30% ขณะที่บริษัทต่างชาติได้รับการยกเว้นภาษีบีโอไอ เช่น บริษัทประเทศญี่ปุ่น เสียภาษีบีโอไอที่ 0% เฉลี่ยการจ่ายภาษีบีโอไออยู่ที่ 18% ซึ่งหากบริษัทญี่ปุ่นเปลี่ยนมาจ่ายภาษีบีโอไอที่ 18% และทุกคนจ่ายภาษีที่อัตรานี้เท่ากัน บริษัทญี่ปุ่นยอมรับได้ เพราะว่า ตอนนี้แม้บริษัทญี่ปุ่นจะจ่ายภาษีบีโอไอ 0% แต่ยังมีรายจ่ายภาษีตัวอื่นอีกมากมาย อย่างไรก็ตาม บางโครงการที่ให้สิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษีบีโอไอ กับบริษัทต่างชาติไปแล้ว ก็ยังต้องคงสิทธินั้นไว้จนกว่าระยะเวลาสัญญาจะหมดลง ซึ่งโครงการที่สัญญาจะยุติลงปีนี้ ในปีหน้าจะไม่ได้รับยกเว้นภาษีบีโอไอแล้ว
นอกจากนี้แหล่งข่าว ยังมองว่า แม้ในระยะแรก อัตราการเพิ่มจำนวนของนักลงทุนและการจัดเก็บภาษีในกลุ่มบีโอไอลดลงไปบ้าง แต่จะมีช่องว่างไม่กว้างมาก เนื้อภาษีไม่ได้หายไปมากและในระยะยาวฐานภาษีกลับคืนมาก เพราะส่วนหนึ่งรัฐบาล สามารถจัดเก็บรายได้เพิ่มขึ้น จากการขยายฐานภาษี ยกเลิกการเว้นสิทธิประโยชน์ทางภาษีของกลุ่มบีโอไอ และอีกส่วนหนึ่งมาหารือกับกรมสรรพากร ที่จะต้องขยายการจัดเก็บภาษีปัจจุบัน 3-4 ล้านคนให้ได้มากขึ้น จากในกลุ่มที่ไม่เคยจ่ายภาษีเลย และหลังจากนั้นคงมีการลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
ขณะที่แนวทางการปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ( VAT) จะเป็นทางเลือกสุดท้ายของการหารายได้มาชดเชยฐานภาษีจากการลดภาษีนิติบุคคล เพราะยิ่งปรับเพิ่มอัตราภาษี รัฐบาลยิ่งต้องหาเงินไปรองรับอัตราดอกเบี้ยของเงินที่ต้องจ่ายภาษีไปก่อนเพิ่มขึ้น และจะมีผลต่อการระดมทุนในอนาคต มองว่า ภาษี VAT 7% ถือว่าปัจจุบันเหมาะสมแล้ว
นอกจากนี้ แหล่งข่าวยังเผยอีกว่า จากการที่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ออกมาวิจารณ์นโยบายปรับขึ้นค่าแรงและลดภาษีนิติบุคคล ก็ยอมรับว่านโยบายดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อธุรกิจเอสเอ็มอีจริง แต่ถ้าไม่มีลูกจ้างแล้ว ธุรกิจนั้นจะดำเนินต่อไปอย่างไร เพราะในอนาคตก็จะไม่มีแรงงาน เนื่องจากขาดแรงจูงใจ แล้วผู้ประกอบการจะหาแรงงานมาจากที่ไหน ซึ่งนโยบายดังกล่าวบริษัทใหญ่ก็ไม่น่ามีปัญหาเพราะจ่ายค่าแรงเกิน 300 บาทอยู่แล้ว แต่บริษัทขนาดกลางและขนาดเล็กที่น่าเป็นห่วง
ดังนั้น ทางด้านนโยบายขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทต่อวัน แต่วิธีการต้องมีความยืดหยุ่นพอสมควร เพื่อไม่ให้กระทบกับผู้ประกอบการมากนัก โดยจะดำเนินการควบคู่ไปกับการลดภาษีนิติบุคคล จากปัจจุบันอยู่ที่ 30% ให้เหลือ 23% ในปี 2555 และปี 2556 เหลือ 20% คงนำร่องในพื้นที่ที่ค่าแรงใกล้เคียงกับ 300 บาทอยู่แล้ว เช่น กรุงเทพฯและปริมณฑลพัทยา ภูเก็ต เป็นต้น
"สำหรับประเทศที่พัฒนาแล้วค่าแรงก็ต้องมีการปรับให้แพงขึ้น เพื่อเป็นสิ่งจูงใจให้มีแรงงาน แล้วผู้ประกอบการต่างๆ จะรับได้ไหม หากต้องการให้แรงงานระดับรากหญ้ามีชีวิตที่ดีขึ้น เพราะหากคิดตามหลักความเป็นจริงให้วันละ 300 บาท 1 เดือน ก็จะได้ 9,000 บาท สำหรับหัวหน้าครอบครัวถามว่าจะพอใช้จ่ายหรือไม่ ในแต่ละเดือนที่ต้องใช้จ่าย เพราะต้นทุนแรงงานในประเทศไทย ณ ปัจจุบันจะอยู่ที่ 15% ของต้นทุนทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ถ้าธุรกิจใดอยู่ไม่ได้ก็เลิกกิจการไป เพราะแรงงานไม่มีอยู่"
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,653 17-20 กรกฎาคม พ.ศ. 255