สศก.เตือนรับปัจจัยเสี่ยงภัยแล้ง จีดีพีเกษตรไตรมาสแรกพุ่ง 4.2%
วันศุกร์ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2554
ที่มา : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ
สศก.ระบุ จีดีพีเกษตรไตรมาสแรกขยายตัวเพิ่มขึ้น 4.2% ชี้ราคาข้าว ยาง มันสำปะหลัง ปาล์มพุ่ง เตือนระวังความเสี่ยงภูมิอากาศช่วงปลายไตรมาส เริ่มประสบภาวะภัยแล้งบางพื้นที่ และแนวโน้มเกิดขึ้นต่อเนื่อง
นายอภิชาต จงสกุล เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า จากการวิเคราะห์ภาวะเศรษฐกิจการเกษตรในช่วงไตรมาส 1 ปี 2554 พบว่าสถานการณ์การผลิต การค้า และราคาสินค้าเกษตรโดยรวม อยู่ในเกณฑ์ที่ดีขึ้น มีอัตราการเจริญเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภาคเกษตร หรือจีดีพี ขยายตัวเพิ่มขึ้น 4.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา
ส่วนใหญ่เกิดจากการที่พืชสำคัญ เช่น ข้าว ยางพารา มันสำปะหลัง มีผลผลิตเข้าสู่ตลาดมาก ซึ่งเป็นผลมาจากความต้องการของตลาดที่ขยายตัว และระดับราคาโดยเฉลี่ยสูงขึ้น ในระยะที่ผ่านมาจูงใจให้เกษตรกรเพิ่มการผลิต
ขณะเดียวกัน ในช่วงไตรมาส 1 สภาวะอากาศอยู่ในเกณฑ์ปกติ แม้จะมีภาวะแห้งแล้งเกิดขึ้นในบางพื้นที่ แต่ส่งผลกระทบในทางลบไม่มากนัก ขณะที่การผลิตในสินค้าปศุสัตว์ยังขยายตัวดี จากแรงจูงใจในด้านราคา ส่วนสาขาประมงการผลิตชะลอตัว
ทั้งนี้ เมื่อจำแนกเป็นรายสาขา พบว่าสาขาพืชมีอัตราการขยายตัวประมาณ 6.9% โดยข้าวมีผลผลิตเพิ่มขึ้นมากกว่า 170% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา เนื่องจากภาวะฝนแล้งและฝนทิ้งช่วงในกลางปี 2553 จึงมีการเลื่อนระยะเวลาปลูกข้าว ผลผลิตจึงเข้าสู่ตลาดล่าช้า ทำให้ราคาข้าวในช่วงนี้ลดต่ำลงกว่าปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม นโยบายการประกันรายได้เกษตรกร ทำให้เกษตรกรไม่ได้รับความเดือดร้อนจากการตกต่ำของราคามากนัก
ยางพารา มีราคาสูงมากเป็นประวัติการณ์ เนื่องจากความต้องการในตลาดมีมาก ในบางช่วงราคายางแผ่นดิบสูงขึ้นกว่า 180 บาทต่อกิโลกรัม แม้จะอ่อนตัวลงในช่วงเดือน มี.ค. เนื่องจากการชะลอรับซื้อของจีน ประกอบกับผู้ส่งออกมีสต็อกในปริมาณมากพอแล้ว แต่ราคาที่เกษตรกรขายได้ในช่วงไตรมาสนี้ก็ยังอยู่ในระดับสูง
ปาล์มน้ำมัน ช่วงไตรมาสนี้ผลผลิตออกสู่ตลาดน้อยลงประมาณ 30% เนื่องจากประสบปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วมในช่วงปลายปี 2553 ราคาปาล์มน้ำมันในไตรมาสนี้ จึงสูงเป็นประวัติการณ์เช่นเดียวกัน คือ ประมาณ 7.80 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งสูงขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่แล้วถึง 110.8% ส่วนสินค้าอื่น เช่น มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อ้อย ราคาเพิ่มสูงขึ้นมาก เนื่องจากความต้องการของตลาดยังคงขยายตัว
ด้านการส่งออกสินค้าเกษตรและแปรรูป ช่วงไตรมาสนี้ขยายตัวได้ดี แม้ปริมาณสินค้าบางชนิด เช่น ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง กุ้งแช่เย็นแช่แข็ง น้ำมันปาล์ม ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ จะลดลง แต่ในรูปของมูลค่าก็เพิ่มสูงขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา สำหรับข้าวมีการส่งออกเพิ่มขึ้นทั้งปริมาณและมูลค่า ดังนั้น ในภาพรวมของเศรษฐกิจการเกษตรของสาขาพืชจึงอยู่ในเกณฑ์ดี
สาขาปศุสัตว์ ภาวะการผลิตและราคาของสินค้าสำคัญ คือ ไก่เนื้อ สุกร ไข่ไก่ อยู่ในเกณฑ์ดี ผลผลิตเข้าสู่ตลาดเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ยกเว้น ไข่ไก่ซึ่งผลผลิตขาดแคลนในช่วงเดือน ม.ค. ราคาที่เกษตรกรขายได้อยู่ระดับสูง ไม่มีปัญหาเรื่องโรคระบาดสัตว์ที่รุนแรง ส่วนหนึ่งเกิดจากการเลี้ยงในระบบปิดทำให้สามารถควบคุมและดูแลได้ ซึ่งในไตรมาสแรกนี้สาขาปศุสัตว์มีอัตราการขยายตัวประมาณ 3.1%
สาขาประมง ภาวะการผลิตสาขาประมงในไตรมาสที่ 1 ปี 2554 ลดลงประมาณ 4.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2553 โดยปริมาณสัตว์น้ำที่รวบรวม ณ ท่าเทียบเรือขององค์การสะพานปลาทั่วประเทศมีปริมาณลดลงประมาณ 13.71% สาเหตุสำคัญมาจากความแปรปรวนของลมฟ้าอากาศ การเกิดภาวะแห้งแล้งช่วงกลางปี 2553 เป็นเวลานาน ทำให้การเจริญเติบโตของสัตว์น้ำชะลอตัว
ขณะเดียวกัน ราคาน้ำมันมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น ทำให้ต้นทุนการผลิตสัตว์น้ำสูงขึ้นด้วย และสินค้าประมงสำคัญ คือ กุ้ง ในไตรมาส 1 ปี 2554 มีปริมาณลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยผลผลิตกุ้งออกสู่ตลาดลดลง เนื่องจากแหล่งผลิตใหญ่ทางภาคใต้ได้รับความเสียหายจากอุทกภัยในช่วงที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าในไตรมาสแรกปีนี้ ภาพรวมของเศรษฐกิจการเกษตรอยู่ในเกณฑ์ที่ดี แต่จากภาวะความแปรปรวนสภาวะอากาศ การผลิตทางการเกษตรยังมีแนวโน้มเผชิญกับความเสี่ยง ในช่วงปลายไตรมาสเริ่มมีภาวะแล้งเกิดขึ้นในบางพื้นที่ และมีแนวโน้มที่จะเกิดต่อเนื่อง
แนวทางและมาตรการที่ภาครัฐควรเร่งดำเนินการ คือ การประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรงด หรือชะลอการปลูกพืชบางชนิด เช่น ข้าวนาปรังออกไปก่อน รวมถึงการรณรงค์ให้มีการใช้น้ำอย่างประหยัดอย่างทั่วถึง และการวางแผนบริหารจัดการน้ำให้มีประสิทธิภาพ ก็จะช่วยบรรเทาผลที่จะเกิดขึ้นในทางลบต่อเศรษฐกิจการเกษตรได้