กรุงเทพธุรกิจ
วันเสาร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ 2554
ซีพีเอฟทุ่มงบ5ปี4หมื่นล. เดินหน้าลุยนอกประเทศ
“ซีพีเอฟ” เพิ่มงบลงทุน 5 ปีเป็น 4 หมื่นล้าน รองรับตลาดต่างประเทศมีศักยภาพเติบโตสูง ผสมค่าบาทแข็ง เล็งอินเดีย-รัสเซีย-ฟิลิปปินส์ ตั้งเป้ายอดขายรวมอีก 5 ปีมาจากต่างประเทศ 40% ส่วนผลงานปี 53 กำไรโต 33% คาดปีนี้กำไรขยายตัว 10-15% เดินหน้าพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตตั้งรับวิกฤติอาหารแพง
นายอดิเรก ศรีประทักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF) กล่าวว่า บริษัทได้ปรับเพิ่มงบลงทุน 5 ปี (2554-2558) เป็น 4 หมื่นล้านบาท โดยใช้ลงทุนเฉลี่ยปีละ 8,000 ล้านบาท จากเดิมที่บริษัทได้ตั้งงบลงทุนไว้ประมาณ 3 หมื่นล้านบาท โดยเงินลงทุนดังกล่าวมาจากกระแสเงินสดหมุนเวียนของบริษัท ซึ่งในปี 2553 บริษัทมีกำไรก่อนหักภาษี ค่าเสื่อมและดอกเบี้ย (EBITDA) อยู่ที่ 1.8 หมื่นล้านบาท
สาเหตุที่ปรับเพิ่มงบลงทุนเนื่องจาก เห็นโอกาสการลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น ประกอบกับเงินบาทที่มีแนวโน้มแข็งค่า ทำให้การลงทุนนอกประเทศมีต้นทุนถูกลง โดยประเทศที่มีเป้าหมายลงทุนมากที่สุดก็คือ อินเดีย ตามด้วยรัสเซีย และฟิลิปปินส์ ล่าสุดคณะกรรมการมีมติอนุมัติแผนเข้าไปลงทุนในกัมพูชาแล้ว ซึ่งทำให้บริษัท มีการลงทุนในประเทศอื่นๆ นอกจากไทย ทั้งบริษัทย่อยและบริษัทร่วม รวมทั้งสิ้น 11 ประเทศ
“จากแผนงานดังกล่าวจะส่งผลให้ยอดขายจากกิจการต่างประเทศเพิ่มขึ้นจาก 26% ในปีที่ผ่านมาเป็น 40% ของยอดขายรวมในอีก 5 ปีข้างหน้า"
เขากล่าวถึงผลการดำเนินงานในปีนี้ว่า บริษัทคาดว่า กำไรจะโตไม่ต่ำกว่า 10-15% สอดคล้องกับยอดขายที่ตั้งเป้าปี 2554 โต 10-15% จากปี 2553 โดยบริษัทจะรุกขยายตลาดต่างประเทศต่อเนื่องจากปีนี้ ซึ่งในปีที่ผ่านมายอดขายกิจการในต่างประเทศมีการขยายตัว 55% สูงมากเมื่อเทียบกับในประเทศที่มีการขยายตัวราว 5%
สำหรับผลประกอบการปี 2553 โตกว่าเป้าที่ตั้งไว้ โดยมีกำไรสุทธิ 13,563 ล้านบาท เติบโต 33% จากปี 2552 ขณะที่ยอดขายรวมปี 2553 มีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 189,049 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15% จากปีที่ผ่านมา โดยส่วนใหญ่มาจากยอดขายกิจการในต่างประเทศขยายตัว 55% สูงมากเมื่อเทียบกับในประเทศที่มีการขยายตัวราว 5% ทำให้สัดส่วนยอดขายกิจการในต่างประเทศเพิ่มขึ้นเป็น 26% จากเดิมมีเพียง 19% ในปีที่ผ่านมา
คณะกรรมการบริษัท มีมติจ่ายปันผลครึ่งหลังปี 2553 หุ้นละ 0.55 บาท ขณะที่ปันผลจ่ายไปก่อนหน้านี้หุ้นละ 0.50 บาท ไปเมื่อวันที่ 10 ก.ย.2553 คิดเป็นการจ่ายปันผลรวมหุ้นละ 1.05 บาท
"ปีนี้มั่นใจว่าธุรกิจกุ้งครบวงจรจะเป็นธุรกิจหลักที่โดดเด่น และเป็นกำลังสำคัญที่จะผลักดันให้กำไรในปีนี้เป็นไปตามเป้าที่วางไว้ รวมทั้งบริษัท ได้มีการขยายลงทุนธุรกิจกุ้งไปยังประเทศอื่นๆ ที่มีศักยภาพเติบโต เช่น อินเดีย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ จึงคาดว่าในปีนี้ ธุรกิจกุ้งจะโตมากกว่า 20% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา" นายอดิเรกกล่าวและว่า จะเดินหน้าพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตตั้งรับวิกฤติอาหารแพง