CPFทุ่ม6.6หมื่นล้านซื้อ'CPP'หวังขึ้นผู้นำเอเชีย
วันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2544
CPF ปรับตัวครั้งใหญ่หวังขึ้นผู้นำอุตสาหกรรมอาหารในภูมิภาคเอเชีย ทุ่มกว่า 6.6 หมื่นล้านบาท ซื้อหุ้นซีพีโภคภัณฑ์ในเครือซีพีกรุ๊ปที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหุ้นฮ่องกง 74% ด้วยการสว็อปหุ้นกับ "โอเรียนท์ ซัคเซส อินเตอร์เนชันแนล-เวิร์ธ แอคเซส เทรดดิ้ง-ซีพีไอ โฮลดิ้ง" มูลค่า 2.174 พันล้านดอลลาร์ (6.63 หมื่นล้านบาท) เพื่อฮุบธุรกิจอาหารสัตว์ในจีน ธุรกิจเกษตรเวียดนาม ใช้วิธีแลกหุ้น-เงินสด 4.5 หมื่นล้าน เพื่อก้าวขึ้นสู่ "ครัวโลก" เต็มรูปแบบ พร้อมดันธุรกิจอาหารสัตว์ติด 1 ใน 3 ของโลก คาดยอดขายปีหน้าแตะ 3 แสนล้านบาท
นายอดิเรก ศรีประทักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เปิดเผยว่าคณะกรรมการบริษัทมีมติซื้อหุ้นบริษัทซีพีโภคภัณฑ์ (ซีพีพี) เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงสัดส่วน 74.18% รวมมูลค่า 6.63 หมื่นล้านบาท
ทั้งนี้มีมติเสนอให้ผู้ถือหุ้นพิจารณามูลค่าการเข้าซื้อหุ้นซีพีพีไม่เกิน 1.87 หมื่นล้านหุ้น หรือ 74.18% ของหุ้นที่ออกและเรียกชำระแล้วของซีพีพี ราคาหุ้นละ 0.90 ดอลลาร์ฮ่องกง (ประมาณ 3.53 บาท) เป็นการซื้อจากกลุ่มซีพีกรุ๊ป ประกอบด้วย บจ.โอเรียนท์ ซัคเซส อินเตอร์เนชันแนล บจ.เวิร์ธ แอคเซส เทรดดิ้ง และบจ.ซีพีไอ โฮลดิ้ง มูลค่ารวมไม่เกิน 2,174 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 6.63 หมื่นล้านบาท)
แลกหุ้น-เงินสด 4.5 หมื่นล้าน
เขากล่าวว่า รูปแบบการซื้อหุ้นดังกล่าว บริษัทจะออกหุ้นสามัญเพิ่มทุนของบริษัท 694 ล้านหุ้นๆ ละ 30 บาท และจะชำระเป็นเงินสด 1,491 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณไม่เกิน 45.5 พันล้านบาท ซึ่งผลจากการเพิ่มทุนครั้งนี้จะทำให้ทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้วของบริษัทเพิ่มขึ้นจาก 7,520 ล้านหุ้น เป็น 8,214 ล้านหุ้น
บริษัท ซีพีพี ทำธุรกิจหลัก 2 กลุ่ม คือ ธุรกิจในประเทศจีน มีธุรกิจหลัก คือ ธุรกิจอาหารสัตว์อันดับ 2 ของประเทศจีน ภายใต้ชื่อ "เจียไต๋"
อีกหนึ่งกลุ่มคือ ซี.พี. เวียดนาม (ซีพีวี) ที่ซีพีพีเข้าซื้อกิจการตั้งแต่เดือนก.ค.ที่ผ่านมาสัดส่วน 70.82% ทำธุรกิจเกษตรครบวงจร โดยธุรกิจอาหารสัตว์ถือเป็นอันดับ 1 ของเวียดนาม
คาดดีลจบเดือนมี.ค ปีหน้า
เขากล่าวต่อว่า ภายหลังจากการแลกหุ้นดังกล่าว ซีพีกรุ๊ป จะเข้าถือหุ้นในซีพีเอฟ สัดส่วน 49% จากปัจจุบันถืออยู่ 41% โดยจะประชุมผู้ถือหุ้นวันที่ 18 ม.ค. 2555 เพื่อขออนุมัติ จะเป็นการลงมติเฉพาะผู้ถือหุ้นรายย่อย เพราะกลุ่มเจียรวนนท์ ถือว่าเป็นกลุ่มที่มีส่วนได้เสียต้องงดออกเสียง หากที่ประชุมผู้ถือหุ้นอนุมัติ คาดกระบวนการแลกหุ้น และชำระเงินค่าหุ้นจะเสร็จเดือนมี.ค. 2555 แม้บริษัทจะเข้าซื้อหุ้นในสัดส่วนที่มากกว่า 50% แต่ไม่ต้องทำคำเสนอซื้อหุ้นจากผู้ถือหุ้นรายย่อยที่จดทะเบียนในฮ่องกง เพราะบริษัทได้ยื่นขอผ่อนผันจากตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงแล้ว
ขณะเดียวกัน คณะกรรมการบริษัทมีมติให้ลดทุนจากหุ้นที่บริษัทซื้อคืน 471 ล้านหุ้น ดังนั้น ทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้วของบริษัทหลังการเข้าทำรายการครบถ้วนจะมี 7,743 ล้านหุ้น หรือเพิ่มขึ้น 3% เท่านั้น
ธุรกิจอาหารสัตว์ติดอันดับ 1 ใน 3
นายอดิเรก กล่าวต่อว่า การซื้อกิจการดังกล่าว ถือเป็นการจัดโครงสร้างธุรกิจของกลุ่มซีพีในภูมิภาคที่ต้องการสร้างความชัดเจนและเพิ่มขนาดของธุรกิจให้แข็งแกร่ง เป็นการเติมเต็มวิสัยทัศน์การเป็นครัวของโลก ส่วนธุรกิจอาหารสัตว์ ยอดขายของซีพีเอฟจะติดอันดับ 1 ใน 3 ของโลก
หลังจากบริษัทเข้าซื้อกิจการดังกล่าว จะส่งผลให้การลงทุนในต่างประเทศเพิ่มขึ้นเป็น 12 ประเทศ จากปัจจุบัน 10 ประเทศ และทำให้ยอดขายปีหน้าเติบโตขึ้น 50% แตะระดับ 3 แสนล้านบาททันที จากปีนี้คาดอยู่ที่ 2.1 แสนล้านบาท กำไรสุทธิคาดจะขยายตัวกว่า 20% หลังการซื้อกิจการลงตัว
สัดส่วนรายได้ ตปท. พุ่งเป็น 51%
"ธุรกิจการลงทุนในต่างประเทศจะโตชัดเจน จากเดิมมี 10 ประเทศ เพิ่มเป็น 12 ประเทศ สัดส่วนรายได้จากการลงทุนต่างประเทศจะเพิ่มจากปีนี้ 26% เป็นปีหน้า 51% รายได้จากการขายในประเทศจะลดลงจาก 60% เหลือ 40% ถือเป็นการกระจายความเสี่ยง" นายอดิเรกกล่าว
จากนี้ไป ซีพีเอฟจะเป็นหัวหอกดำเนินธุรกิจต่างประเทศเต็มตัว ทำให้บริษัทมีอำนาจต่อรองกับคู่ค้ามากขึ้น การปรับโครงสร้างครั้งนี้ เหมือนปี 2542 ที่เคยปรับโครงสร้างธุรกิจภายในประเทศให้ซีพีเอฟเป็นหนึ่งเดียวทำธุรกิจในประเทศ
ส่วนแนวโน้มยอดขายของบริษัทปีนี้อาจไม่ถึง 2.2 แสนล้านบาท มีโอกาสทำได้ 2.1 แสนล้านบาท เพราะคาดว่าผลประกอบการไตรมาส 4 จะออกมาไม่ดีนัก หลังได้รับผลกระทบสถานการณ์น้ำท่วม ส่วนปี 2555 ตั้งเป้ายอดขายเติบโต 10-15% โดยการขยายตัวของรายได้เป็นกลยุทธ์การเติบโตของบริษัทแต่ละปี ยังไม่ได้รวมดีลการขายหุ้นเพิ่มทุนล่าสุด
ดังนั้นถ้ารวมดีลดังกล่าวที่น่าจะเรียบร้อยเดือนมี.ค. 2555 และเริ่มรับรู้รายได้ตั้งแต่ไตรมาสแรกของปีหน้า จะทำให้ยอดขายปีหน้าโต 50% ส่วนเศรษฐกิจ (จีดีพี) ปีหน้าคาดจะโต 4.5-5% ตามการฟื้นฟูเศรษฐกิจของภาครัฐ หลังน้ำท่วมและการขึ้นเงินเดือนข้าราชการ
เน้นลงทุนฟาร์ม-อาหารสัตว์ 4 ประเทศ
ส่วนการลงทุนต่างประเทศมีเป้าหมายขยายงานฟาร์มและอาหารสัตว์เป็นหลักใน 4 ประเทศสำคัญ คือ ฟิลิปปินส์ ซึ่งที่มีประชากรมากถึง 198 ล้านคน รัสเซีย 130 ล้านคน เวียดนาม 80 ล้านคน และ อินเดีย 1,100 ล้านคน จากการลงทุนที่มาเลเซีย และอินเดีย ซึ่งประสบผลสำเร็จด้านการเลี้ยงกุ้งเพื่อการส่งออกไปแล้ว โดยจะลงทุนแบบครบวงจรสร้างผลิตภัณฑ์ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เริ่มจากโรงงานอาหารสัตว์ ฟาร์ม และการสร้างโรงงานอาหารแปรรูป เพื่อป้อนผู้บริโภคภายในประเทศนั้นๆ
“ตอนนี้เรามีความมั่นคงมากจะเติบโตต่อไปอย่างยั่งยืน ภายใต้ยุทธศาสตร์การสร้างแบรนด์ ซึ่งเป็นจุดแข็งที่สะท้อนให้เห็นถึงต้นทุนที่สามารถแข่งขันได้ในภาวะความต้องการอาหารของโลกที่จะมากขึ้นทุกปีเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เราส่งออกและขยายการลงทุนได้มากขึ้น“
สร้างบุคลากรรับการขยายงาน
อย่างไรก็ตาม การขยายงานที่เพิ่มขึ้น ซีพีเอฟต้องการบุคลากรคุณภาพอย่างเพียงพอภายใต้วัฒนธรรมที่ดี จึงมีโครงการพัฒนาผู้นำขึ้นปัจจุบันผลิตเป็นรุ่นที่ 3 แล้ว โดยรุ่นแรกเป็นกลุ่มผู้บริหาร 20 คน ได้จ้าง ดร.โนแอล ทริสซี่ ผู้เชี่ยวชาญจากสหรัฐเข้ามาอบรม รุ่นที่ 2 อีก 150 คน เป็นผู้นำการอบรมพนักงานรุ่นที่ 3 ระดับผู้จัดการปัจจุบันอีก 4,500 คน
"ผมรู้สึกดีมากมันเป็นพลังพิเศษที่จะทำให้การบริหารงานดีขึ้นยิ่งกว่าเก่า มีโอกาสที่จะนำโครงการทั้งหมดมาขยายงานของซีพีเอฟได้มากขึ้น ผมจะทำให้สำเร็จภายใน 1 ปีต่อหนึ่งแผนงาน เราจะเดินอยู่ในกรอบกลยุทธ์อันเดียวกันพลังตรงนี้ ทำให้เราแข็งแกร่งมากขึ้น"
|